หมวดที่ 2เรื่องที่ 67 จาก 86หน้า 143
เมื่อก้าวสู่ตำแหน่งบริหาร ต้องรู้จักตรวจสอบงาน
ตรวจงานไม่ได้แปลว่าไม่ไว้วางใจ แต่เป็นหน้าที่ของหัวหน้า เคล็ดลับคือปรับว่าจะตรวจ ถี่และลึกแค่ไหน ตามความเสี่ยงของงานและความชำนาญของคนทำ ตรวจน้อยไปงานพัง ตรวจมากไปคนไม่โต
ความเสี่ยงของงาน: สูง · ความชำนาญของคนทำ: ยังใหม่
ตรวจทุกจุด
นัดดูงานถี่ ทำด้วยกันช่วงแรก และตรวจก่อนส่งทุกครั้ง
- เช่น น้องนัท นักพัฒนาใหม่ เขียนสคริปต์ย้ายข้อมูลนักศึกษา 40,000 คนเป็นครั้งแรก ก่อนเปิดระบบลงทะเบียนเรียนของมหาวิทยาลัยลูกค้า
ความเสี่ยงของงาน: สูง · ความชำนาญของคนทำ: ชำนาญ
ตรวจจุดวิกฤต
ตกลงจุดตรวจ 2–3 จุดไว้ล่วงหน้า นอกนั้นปล่อยให้ทำเอง
- เช่น นักพัฒนา backend ที่ย้ายข้อมูลมา 5 ปี ตกลงแค่ 3 จุด: ซ้อมรันก่อน จำนวนแถวตรงกัน มีแผนถอยกลับ
ความเสี่ยงของงาน: ต่ำ · ความชำนาญของคนทำ: ยังใหม่
สุ่มตรวจแล้วสอน
ตรวจบางชิ้น แล้วใช้เป็นโอกาสสอนงาน
- เช่น นักพัฒนา frontend คนใหม่แก้ข้อความและสีหน้าจอในแอปจองคิว
ความเสี่ยงของงาน: ต่ำ · ความชำนาญของคนทำ: ชำนาญ
ดูแค่ผลลัพธ์
ดูตัวเลขปลายทางและจุดที่ผิดปกติ ไม่ต้องดูทุกขั้นตอน
- เช่น นักพัฒนา frontend ที่ดูแลแอปจองคิวมา 5 ปี ดูแค่เรื่องที่ร้านแจ้งเข้ามาหลังปล่อยเวอร์ชันใหม่
แกนตั้ง: ความเสี่ยงของงาน (ต่ำ → สูง) แกนนอน: ความชำนาญของคนทำ (ยังใหม่ → ชำนาญ)
ตัวอย่างจากทีมของพี่วุฒิ (Tech Lead) · ตรวจห่างขึ้นเมื่อคนชำนาญขึ้น ไม่ใช่เมื่อหัวหน้ายุ่งขึ้น
ตรวจงาน ไม่ใช่จับผิดคน
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ตรวจงาน ไม่ใช่จับผิดคน”- ตกลงจุดตรวจตั้งแต่ตอนมอบงาน คนทำรู้ล่วงหน้าว่าจะถูกดูตรงไหน เมื่อไร ไม่ใช่ถูกตรวจแบบจู่โจม
- ตรวจเทียบเกณฑ์ที่ตกลงไว้ ไม่ใช่เทียบกับความชอบของคุณ
- พูดที่งาน ไม่พูดที่นิสัย “สคริปต์ยังไม่รองรับนักศึกษาที่มี 2 รหัส” ดีกว่า “สะเพร่าอีกแล้ว”
- ปิดด้วยคำถาม “ติดอะไรไหม ให้ช่วยอะไรไหม” การตรวจจึงกลายเป็นการช่วย ไม่ใช่การจับผิด
ส่วนการไล่ดูทั้งทีมทุกสัปดาห์ ตั้งแต่เป้า งาน คน จนถึงตัวคุณเอง ใช้ 4 ตรวจ
อ่านต่อ: บริหารคนให้เหมาะกับแต่ละคน · อย่าบริหารเกินบทบาท · บริหารงานแบบวงจรปิด