ข้ามไปยังเนื้อหา

หมวดที่ 1เรื่องที่ 11 จาก 38หน้า 031

บริหารเป้าหมายขององค์กร: หลัก SMART

เป้าที่คลุมเครือทำให้ทีมทำงานหนักแต่ไม่รู้ว่าสำเร็จหรือยัง SMART คือเช็กลิสต์ 5 ข้อที่เปลี่ยน “อยากให้ดีขึ้น” ให้เป็นเป้าที่ชัด วัดได้ และมีเส้นตาย
หลัก SMART: ประกอบเป้าทีละตัวอักษร
  1. Specificเจาะจง

    บอกให้ชัดว่าจะทำอะไร กับใคร ที่ไหน

    ตัวอย่างลดเรื่องแจ้งปัญหา (ticket) ของระบบเงินเดือน ช่วงปิดรอบเงินเดือน

  2. Measurableวัดได้

    มีตัวเลขหรือเกณฑ์ที่ทุกคนเห็นตรงกัน

    ตัวอย่างจาก 200 เหลือ 120 เรื่องต่อเดือน

  3. Achievableทำได้จริง

    ท้าทาย แต่ไปถึงได้ด้วยคนและงบที่มี

    ตัวอย่างลด 40% โดยแก้ 3 ปัญหายอดฮิต ที่เป็นครึ่งหนึ่งของ ticket

  4. Relevantเกี่ยวข้อง

    ช่วยให้เป้าใหญ่ของทีมหรือองค์กรสำเร็จ

    ตัวอย่างตรงกับเป้าบริษัทที่ให้ลูกค้าเดิมต่ออายุ 90%

  5. Time-boundมีกำหนดเวลา

    มีเส้นตาย และจุดตรวจระหว่างทาง

    ตัวอย่างภายใน 31 ธ.ค. ตรวจผลทุกสิ้นเดือน

ประกอบครบ 5 ตัว: “ลดเรื่องแจ้งปัญหา (ticket) ของระบบเงินเดือนช่วงปิดรอบ จาก 200 เหลือ 120 เรื่องต่อเดือน ภายใน 31 ธ.ค.”

ทีมระบบเงินเดือนเคยตั้งเป้าแค่ “ทำให้ระบบนิ่งขึ้น” ทุกคนเหนื่อยแต่ไม่มีใครรู้ว่าพอหรือยัง พอ PO นั่งเขียนเป้าใหม่ตาม SMART กับทีมซัพพอร์ต ทีมรู้ทันทีว่าต้องลด ticket ให้ได้ราวเดือนละ 20 เรื่อง และรู้ทุกสิ้นเดือนว่าตามทันหรือยัง

ใช้สูตร ทำอะไร + ตัวเลขเป้า + ภายในเมื่อไร แล้วถามอีก 2 ข้อ: ไหวไหมด้วยคนและงบที่มี และช่วยเป้าใหญ่ของทีมจริงไหม

เป้าคลุมเครือ
เป้าแบบ SMART
เป้าคลุมเครือดูแลนักพัฒนาใหม่ให้อยู่นานขึ้น
เป้าแบบ SMARTนักพัฒนาใหม่ลาออกภายใน 3 เดือนแรก ลดจาก 20% เหลือ 10% ภายในสิ้นไตรมาส 4
เป้าคลุมเครือพัฒนาทักษะทีม QA
เป้าแบบ SMARTQA 6 คนเขียนการทดสอบอัตโนมัติครอบคลุม 70% ของหน้าจอหลัก ภายใน 31 ส.ค.
เป้าคลุมเครือส่งรายงานให้ลูกค้าเร็วขึ้น
เป้าแบบ SMARTPM ส่งรายงานสถานะโปรเจกต์ให้ลูกค้าภายในวันทำการที่ 3 ของทุกเดือน ตั้งแต่เดือน ต.ค.

ทดสอบง่าย ๆ: ให้เพื่อนร่วมทีม 2 คนอ่านเป้าของคุณ แล้วถามว่า “ต้องได้ผลแค่ไหนจึงเรียกว่าสำเร็จ” ถ้าตอบตรงกัน แปลว่าเป้าชัดพอ

เป้าองค์กรสำเร็จได้เมื่อทุกชั้นรู้ว่าส่วนของตัวเองคืออะไร ให้ถามทีละชั้นว่า “ทีมเราต้องได้ผลอะไร เป้าข้างบนจึงสำเร็จ” แล้วเขียนคำตอบให้ผ่าน SMART

กระจายเป้าจากบริษัทลงถึงทีม
บริษัท: รายได้ปีนี้โต 20%
  • โปรเจกต์ลูกค้า

    เซ็นสัญญาใหม่ 60 ล้านบาท ภายใน ธ.ค.

    • ทีมภาครัฐ: 20 ล้าน

      ต้องหาลูกค้ารายใหม่ ราว 2 โปรเจกต์ ภายใน ธ.ค.

    • ทีมการเงิน-ประกัน: 40 ล้าน

      ต่อยอดจากลูกค้าที่ดูแลระบบอยู่ 4 ราย ภายใน ธ.ค.

  • แอปจองคิว

    ร้านที่จ่ายรายเดือน จาก 600 เป็น 900 ร้าน ภายใน ธ.ค.

  • ระบบเงินเดือน

    บริษัทลูกค้าเดิมต่ออายุ 90% ภายใน ธ.ค.

ทุกกล่องมีตัวเลขและเส้นตายของตัวเอง

  • ตัวเลขต้องรวมกันได้ เป้าทีมย่อยรวมกันต้องไม่น้อยกว่าเป้าชั้นบน เช่น 20 + 40 = 60 ล้านบาท
  • แบ่งตามศักยภาพ ไม่ใช่หารเท่า ทีมการเงิน-ประกันมีลูกค้าสัญญาดูแลระบบ (MA) อยู่แล้วหลายราย ต่อยอดงานใหม่ได้ง่ายกว่า เป้าจึงสูงกว่าทีมภาครัฐ
  • ให้ทีมร่วมตั้งเป้า คนหน้างานรู้ดีว่าตัวเลขไหน “ไหว” และจะรู้สึกเป็นเจ้าของเป้า
  • ง่ายไปหรือยากไป ทีมก็ไม่ฮึด เป้าง่ายไม่มีใครต้องพยายาม เป้าที่เป็นไปไม่ได้ทำให้ยอมแพ้ตั้งแต่ต้น
  • วัดสิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่สิ่งที่นับง่าย จำนวน ticket ที่ปิดได้นับง่าย แต่สิ่งที่ต้องการคือปัญหาที่หายไปจริงจนลูกค้าไม่ต้องแจ้งซ้ำ
  • SMART ตรวจวิธีเขียน ไม่ได้ตรวจทิศทาง เป้าที่ผ่านครบ 5 ข้อก็อาจเป็นเป้าที่ไม่ควรทำ
  • ทบทวนทุกจุดตรวจ ตัวเลขไม่ขยับให้ปรับวิธีทำ แต่อย่าเลื่อนเป้าทุกครั้งที่ตามไม่ทัน
  • ใช้เป็นเช็กลิสต์ ไม่ใช่กฎตายตัว George T. Doran ผู้เสนอ SMART ในปี 1981 บอกเองว่าไม่ใช่ทุกเป้าต้องครบ 5 ข้อ ต้นฉบับของเขาใช้ A = Assignable (ระบุเจ้าของงานได้) และ R = Realistic (สมจริง)

อ่านต่อ: เครื่องมือ OKR · โมเดล GROW · ขับเคลื่อนเป้าหมายด้วยผลลัพธ์