หมวดที่ 2เรื่องที่ 10 จาก 86หน้า 080
การตำหนิอย่างเหมาะสม เป็นศิลปะการบริหาร
- ขั้นที่ 1: เลือกเวลาและที่
คุยตัวต่อตัว เร็วพอให้ยังจำเหตุการณ์ได้ แต่ไม่ใช่ตอนที่คุณกำลังโกรธ
- ขั้นที่ 2: เล่าข้อเท็จจริงSBI
ติที่การกระทำ ไม่ติที่นิสัย
- S สถานการณ์: เกิดเมื่อไร ที่ไหน
- B พฤติกรรม: เขาทำอะไรที่คนอื่นก็เห็นได้
- I ผลกระทบ: ส่งผลต่องานหรือคนอื่นอย่างไร
- ขั้นที่ 3: ฟังอีกฝ่าย
ถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาอาจมีเหตุผลที่คุณยังไม่รู้
- ขั้นที่ 4: ตกลงทางแก้
ให้เขาเสนอก่อน แล้วตกลงให้ชัดว่าจะเปลี่ยนอะไร และเริ่มเมื่อไร
- ขั้นที่ 5: ปิดด้วยความเชื่อมั่น
ย้ำว่ายังเชื่อในตัวเขา นัดดูผล และชมเมื่อดีขึ้น
ขั้นที่ 2 ใช้ SBI (Situation–Behavior–Impact) ของ Center for Creative Leadership
ทำไมต้องเป็นศิลปะ
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ทำไมต้องเป็นศิลปะ”คนที่รู้สึกเสียหน้าจะใช้แรงไปกับการปกป้องตัวเอง แทนที่จะแก้ปัญหา เรื่องเดียวกันแต่พูดคนละแบบ ผลจึงต่างกันมาก เขาจะ แก้งาน หรือ แก้ตัว ขึ้นอยู่กับคำที่คุณเลือก
ตัวอย่าง: ครบ 5 ขั้น
หัวข้อที่มีชื่อว่า “ตัวอย่าง: ครบ 5 ขั้น”เช้าวันจันทร์หลังปล่อยเวอร์ชันใหม่ของแอปจองคิว เรื่องแจ้งปัญหา (ticket) เข้ามาไม่หยุด หัวหน้าทีมซัพพอร์ตรอให้ผ่านช่วงยุ่งก่อน แล้วขอคุยตัวต่อตัวกับน้องในทีม: “เช้านี้ตอน ticket เข้าเยอะ (S) เจ้าของคลินิกทันตกรรมถามว่าคิวนัดของคนไข้หายไปไหน คุณตอบว่า ‘รอไปก่อน’ แล้วไม่อัปเดตอะไรอีกเลยนาน 3 ชั่วโมง (B) เขาโพสต์ในกลุ่มเจ้าของคลินิกว่าซัพพอร์ตไม่สนใจ และขอยกเลิกแพ็กเกจรายเดือน (I)”
น้องเล่าว่าเช้านั้นต้องตอบคนเดียว เพราะเพื่อนถูกยืมไปช่วยลูกค้าเครือโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งเพิ่งขึ้นระบบนัดหมายที่บริษัททำให้เมื่อวันอาทิตย์ แล้วเสนอเองว่าต่อไปจะตอบร้านว่า “ขอเวลา 15 นาที ส่งเรื่องให้ทีมพัฒนาแล้ว” หัวหน้าจัดเวรไม่ให้ใครตอบ ticket คนเดียวในเช้าวันปล่อยเวอร์ชันใหม่ แล้วปิดท้ายว่า “พี่รู้ว่าคุณดูแลร้านต่าง ๆ ดีมาตลอด ศุกร์นี้มาดูกันอีกทีว่าเป็นอย่างไร”
อ่านต่อ: ถูกตำหนิต่อหน้าผู้อื่น · ชมเชยแบบ FFC · เข้าใจธรรมชาติของลูกน้อง