ข้ามไปยังเนื้อหา

หมวดที่ 1เรื่องที่ 37 จาก 38หน้า 066

ก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม: วิธีคิดเชิงสมมติฐาน

กรอบคิดเดิมคือหาข้อมูลให้ครบก่อน แล้วค่อยคิด วิธีคิดเชิงสมมติฐาน กลับด้าน: ตั้ง “คำตอบชั่วคราว” ไว้ก่อน แล้วหาข้อมูลมาพิสูจน์ว่าถูกหรือผิด คุณจึงได้คำตอบเร็วขึ้นมาก
เปลี่ยนจาก “หาข้อมูลก่อน” เป็น “ตั้งคำตอบก่อน”
แทนที่จะคิดแบบเดิม
ลองคิดเชิงสมมติฐาน
แทนที่จะคิดแบบเดิมเก็บข้อมูลให้ครบก่อน แล้วค่อยคิด
ลองคิดเชิงสมมติฐานตั้งคำตอบชั่วคราวตั้งแต่วันแรก
แทนที่จะคิดแบบเดิมเก็บทุกอย่างที่หาได้
ลองคิดเชิงสมมติฐานเก็บเฉพาะข้อมูลที่ชี้ว่าสมมติฐานถูกหรือผิด
แทนที่จะคิดแบบเดิมเจอข้อมูลค้านก็มองข้าม
ลองคิดเชิงสมมติฐานใช้ข้อมูลค้านปรับหรือเปลี่ยนสมมติฐาน
แทนที่จะคิดแบบเดิมวิเคราะห์หลายสัปดาห์ยังไม่มีข้อสรุป
ลองคิดเชิงสมมติฐานได้คำตอบที่ดีพอในไม่กี่วัน แล้วค่อยขัดเกลา

แนวคิดนี้แพร่หลายจาก Kazunari Uchida อดีตผู้บริหารสูงสุดของ BCG ญี่ปุ่น และเป็นหัวใจของวิธีแก้ปัญหาแบบบริษัทที่ปรึกษา

  • ตั้ง เขียนคำตอบที่น่าจะเป็นจากข้อมูลและประสบการณ์เท่าที่มี ให้เจาะจงพอจะพิสูจน์ได้ว่าผิด
  • พิสูจน์ ดูตัวเลข ถามลูกค้า หรือทดลองเล็ก ๆ โดยหาหลักฐานที่อาจหักล้างด้วย ไม่ใช่หาแต่ข้อมูลที่ยืนยัน
  • ปรับ ถูกก็ลงลึกต่อ ผิดก็ตั้งใหม่ สมมติฐานที่ผิดก็มีประโยชน์ เพราะช่วยตัดทางที่ไม่ใช่ทิ้งไป

ตัวอย่าง: สองเดือนหลังขึ้นระบบจริง ยอดยื่นกู้ผ่านแอปที่ทีมทำให้ธนาคารลูกค้าลดลง 15% ฝ่ายสินเชื่อของธนาคารเชื่อว่าแอปช้า วันแรก PM กับ Tech Lead จึงตั้งสมมติฐานว่า “ระบบช้าช่วงพักเที่ยง” แต่ข้อมูลเซิร์ฟเวอร์บอกว่าความเร็วปกติ คนยังเข้าแอปเท่าเดิม เพียงกรอกไม่จบ สมมติฐานใหม่คือ “ผู้ใช้ติดที่ขั้นอัปโหลดเอกสาร” บันทึกการใช้งานของแอปยืนยันว่าจริง: หลังมือถือหลายรุ่นอัปเดต รูปบัตรประชาชนมีขนาดเกิน 5 MB จึงอัปโหลดไม่ผ่านถึง 30% ทีมจึงย่อรูปก่อนส่ง ปล่อยเวอร์ชันแก้ได้ในสัปดาห์เดียว ยอดยื่นกู้ก็กลับมา

วิธีนี้ใช้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้เหมือนกัน เมื่อร้านที่เลิกจ่ายรายเดือนมีมากขึ้น PO แอปจองคิวไม่ไล่สำรวจทุกร้าน แต่ตั้งสมมติฐานว่า “ร้านใหม่เชื่อม LINE ไม่สำเร็จในสัปดาห์แรก” แล้วเปิดข้อมูลการตั้งค่าของร้านเหล่านั้นดูก่อน

อ่านต่อ: คิดจากพื้นฐานแรก · 7 ขั้นตอนแบบแมคคินซีย์ · แนวคิด MVP